Parts of Speech

30577_394778

คำอธิบายเบื้องต้น

Parts of Speech    Sentence   Phrase   Clause

            Parts of Speech ( ชนิดของคำ )
ข้อความ  ประกอบด้วย”คำ” ( word ) หรือกลุ่มคำซึ่งนำมาเรียงต่อเนื่องกัน
เป็นวลี (phrase)   หรือประโยค ( sentence )  จะมีหน้าที่อย่างหนึ่ง อย่างใดใน   8 หน้าที่
ตามหลักไวยากรณ์อังกฤษ ( grammar )หน้าที่ของคำเรียกว่า “ชนิดของคำ”
( parts of speech )  ซึ่งได้แก่

Noun   (คำนาม)
Pronoun   (คำสรรพนาม)
Verb  (คำกริยา)
Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)

Adjective    (คำคุณศัพท์)
Preposition   (คำบุพบท)
Conjunction   (คำสันธาน)
Interjection   (คำอุทาน)

 

Nouns ( คำนาม )

         ( ชนิดของคำนาม )

            คำนาม ( Nouns ) หมายถึงคำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งต่างๆ สถานที่ คุณสมบัติ
สภาพ อาการ การกระทำ ความคิด ความรู้สึก ทั้งที่มีรูปร่างให้มองเห็น และไม่มีรูปร่าง
การแบ่งคำนามสามารถจำแนกได้หลายแบบแล้วแต่ตำรา  เท่าที่รวบรวมนำเสนอในที่นี้
มี  4 แบบ คือ

แบบที่  1     แบ่งคำนามเป็น 2 ประเภท
แบบที่  2     แบ่งคำนามเป็น 3 ประเภท
แบบที่  3     แบ่งคำนามเป็น  4 ประเภท
แบบที่  4     แบ่งคำนามเป็น  7 ประเภท

            ซึ่ง ใน  7  ประเภทนี้  3 ประเภทสุดท้ายได้แก่ material nouns, concrete nouns
และ mass  nouns อาจจัดอยู่ในกลุ่ม  common nouns  ได้ดังนี้

2ประเภท 3ประเภท 4ประเภท 7ประเภท

Common Nouns
Proper Nouns

Common Nouns Proper Nouns
Abstract Nouns
Common Nouns
Proper Nouns
Abstract Nouns
Collective Nouns
Common Nouns
Proper Nouns
Abstract Nouns
Collective Nouns
Material Nouns
Concrete Nouns
Mass Nouns

1.Common Noun (นามทั่วไป)
         เป็นคำนามที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ทั่วๆไป ความคิด ( person, animal
place, thing, idea ) โดยไม่เฉพาะเจาะจง กล่าวโดยสรุปคือ คำนามทั้งหลายที่ไม่ใช่
proper nouns คือ common nouns เช่น
สิ่งของ          boy, sign, table, hill, water, sugar, atom, elephant
สถานที่         city, hill, road, stadium, school,company
เหตุการณ์      revolution, journey, meeting
ความรู้สึก      fear, hate, love
เวลา              year, minute, millennium 

     Common Nouns เป็นได้ทั้ง นามนับได้ (Countable) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable )

Countable Nouns ( นามนับได้ ) สามารถอยู่ทั้งในรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์
มีตัวตน      เช่น dog, man, coin , note, dollar, table, suitcase
ไม่มีตัวตน   เช่น day, month, year, action, feeling

Uncountable Nouns (นามนับไม่ได้ ) หรือ Mass Nouns อยู่ในรูปเอกพจน์ เท่านั้น
มีตัวตน     เช่น   furniture, luggage, rice, sugar , water ,gold
ไม่มีตัวตน  เช่น  music, love, happiness, knowledge, advice , information

     Common Nouns จะไม่ขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่ ( Capital letter ) ยกเว้นเป็นคำขึ้นต้นของประโยค
ตัวอย่าง
They are many children on the beach. Children love to swim.

 2.Proper Nouns ( นามเฉพาะ )  จะต้องขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของประโยค
เป็นคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะของ Common Noun เช่น
ชื่อคน (Person Name) เช่น   Somsak , Tom, Daeng
ชื่อสถานที่ ( Place Name) เช่น   Australia,Bangkok,Sukhumvit Road, Toyota
ชื่อบอกระยะเวลา (Time name ) เช่น Saturday, January, Christmas
Proper Nouns จะต้องเขียนขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่ ( Capital letter )
Proper Nouns ปกติจะไม่มี determiner นำหน้า นอกจากอยู่ในรูปของพหูจน์ เช่น the Jones
( ครอบครัวโจนส์ ) the United States, the Himalayas
แต่อย่างไรก็ดีมีข้อยกเว้นของคำนามที่ไม่ได้อยู่ในรูปพหูพจน์ เช่น The White House,
the Sahara ( ทะเลทราย ), the Pacific ( Ocean ), the Vatican, the Kremlin   etc.

           เปรียบเทียบระหว่าง common nouns และ proper nouns

Common Nouns                                            Proper Nouns

                      dog                                                Lassie ( ชื่อของสุนัข )
boy                                                Jack ( ชื่อของเด็กชาย)
car                                                Toyota ( ชื่อยี่ห้อรถ )
month                                            January ( ชื่อของเดือน)
road                                              Sukhumvit ( ชื่อถนน )
university                                       Chulalongkorn ( ชื่อมหาวิทยาลัย)
ship                                               U.S.S. Enterprise ( ชื่อเรือ )
country                                          Thailand (ชื่อประเทศ )

 3.Abstract Nouns  เป็นคำนามของสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วย
ประสาททั้ง 5 ( touch- สัมผัสได้, sight-มองเห็นได้, taste-ชิมได้ , hearing- ได้ยิน,
smell- ได้กลิ่น ) เป็นนามที่บอกลักษณะ สภาวะ อาการ เมื่อแปลเป็นภาษาไทยมัก
จะมีคำว่า ความ การนำหน้าอยู่ด้วยรวมทั้งชื่อศิลปวิทยาการต่างๆ

        Abstract Nouns จะมีที่มาจากคำกริยา ( verb) ,คำคุณศัพท์ ( adjective) และ
คำนาม ( noun) ด้วยกันเองบ้าง เช่น

Abstract Nouns                         Abstract Nouns                           Abstract Nouns
ที่มาจากคำกริยา                      ที่มาจากคำคุณศัพท์                         ที่มาจากคำนาม

                  decision – to decide                  beauty – beautiful                        infancy – infant
thought  – to think                    poverty – poor                             childhood – child
Imagination – to imagine           vacancy – vacant                          friendship – friend
speech – to speak                     happiness – happy
growth – to grow                      wisdom – wise

  4.Collective Nouns  เป็นคำนามของสิ่งที่เป็นหมวดหมู่ กลุ่มของคน สัตว์ สิ่งของ
เช่น family , class, company, committee, cabinet, audience, board, group, jury,
public, society, team, majority orchestra, party เป็นต้นรวมทั้ง a flock of birds,
a herd of cattle ,a fleet of ships เป็นต้น อาจจะใช้คำกริยารูปของเอกพจน์หรือ
พหูพจน์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้   ว่าต้องการให้เป็นหนึ่งเดียวหรือเป็น
แต่ละส่วน แต่คำนามยังเป็นรูปเดิม เปลี่ยนแต่รูปกริยา เช่น

    เอกพจน์ : The average British family has 3.6 members.
ครอบครัวชาวอังกฤษ (ครอบครัวหนึ่ง ) มีสมาชิกโดยเฉลี่ย 3.6 คน

    พหูพจน์: The family are always fighting among themselves. ครอบครัวนี้มักจะทะเลาะ
กันเอง
( ประโยคนี้มีความหมายว่าสมาชิกในครอบครัวต่างทะเลาะกันเองทั้งครอบครัว
จึงใช้กริยาเป็นพหูพจน์ )

เอกพจน์: The committee has reached its decision. คณะกรรมการได้ผลการตัดสินใจ
( ของคณะกรรมการรวมกันทั้งคณะ)

พหูพจน์: The committee have been arguing all morning over what they should do.
คณะกรรมการเถียงกันตลอดทั้งเช้าว่าควรจะทำ อะไร
( กรรมการแต่ละคนนับเป็น 1 หน่วย ทั้งคณะจึงเป็นพหูพจน์ )

Collective noun  บางคำมีความหมายเป็นพหูพจน์เท่านั้น เช่น   people, police, cattle
นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ คำวลีผสมด้วย of เพื่อเน้นให้ความเป็นหมู่หรือคณะให้ชัดเจนขึ้น
รูปแบบคือ Collective noun + of + common noun

5.Concrete Nouns  เป็นคำนามของสิ่งที่มีรูปร่างสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch- สัมผัสได้, sight-มองเห็นได้, taste-ชิมได้ , hearing- ได้ยิน, smell- ได้กลิ่น ) เช่น book , chair, water, oil , ice cream เป็นทั้งนามนับได้ และนับไม่ได้ มีลักษณะตรงกันข้ามกับ abstract nouns.

   6.Material Nouns  เป็น common nouns ชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปร่าง อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน
แต่นับไม่ได้ เช่น
ธาตุ: iron, gold, air, copper
สารธรรมชาติ, สังเคราะห์: stone, cotton, brick, paper, cloth
ของเหลวต่างๆ: water, coffee, wine, tea, milk
อาหาร: rice, bread, sugar, pork, fish, butter, fruit, salad

แสดงความมากน้อยด้วยปริมาณ (quantity)  เช่น

             a bowl of rice                              two glasses of water
two boxes of cereal                   a loaf of bread
five bottles of beer                     a slice of pizza
a cup of tea                               a piece of paper
three bars of soap                      a quart of milk

7.Mass nouns  เป็นคำนามสิ่งของที่นับไม่ได้ ทั้งมี และไม่มีตัวตน ( uncountable
nouns และ abstract nouns ) เช่น sugar, iron , butter, beer, money, blood, furniture, vehicle, courage,gratitude, mercy , accuracy มีลักษณะดังนี้ คือ

จะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์
ไม่ใช้ a , an , the นำหน้า ถ้าใช้เป็นการทั่วไป determiners ที่ใช้นำหน้าคือ some และ any เช่น Blood is thicker than water.  เลือดข้นกว่าน้ำ ( uncountable )

Depression often affects women immediately following the birth of their babies
ผู้หญิงมักมีอาการซึมเศร้าตามมาหลังคลอดบุตรทันที ( abstract nouns )

He dropped some money on the floor. เขาทำเงินหล่นลงบนพื้น

หมายเหตุ
* บางตำรา mass nouns คือmaterial nouns + concrete nouns และแยก
abstract nouns ออกเป็น nouns อีกประเภทหนึ่ง *คำนามบางคำตามความคิดของคนไทย
น่าจะเป็นสิ่งของที่นับได้เช่น furniture, luggage ,equipment, money  แต่ในภาษาอังกฤษ
จะมองเป็นของที่นับไม่ได้ จะนับได้ต่อเมื่อแยกเป็นส่วนย่อย เช่น furniture แยกเป็น table, ch

                                                            Pronouns  ( คำสรรพนาม )

        Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม )

        Possessive Pronoun ( สรรพนามเจ้าของ )

        Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง )

        Definite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเจาะจง )

        Indefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เจาะจง )

        Interrogative Pronoun ( สรรพนามคำถาม )

        Relative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ )

 1.Personal Pronouns ( บุรุษสรรพนาม )  คือสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของในการพูดสนทนา มี 3 บุรุษคือ
บุรุษที่ 1 ได้แก่ตัวผู้พูด I, we
บุรุษที่ 2 ได้แก่ผู้ฟัง   you
บุรุษที่ 3  ได้แก่ผู้ ที่พูดถึง สิ่งที่พูดถึง  he, she. it , they

รูปที่สัมพันธ์กันของคำสรรพนาม

รูปประธาน

รูปกรรม

Possessive Form

Reflexive Pronoun

Adjective

Pronoun

 I

 me

my

 mine

 myself

we

us

our

ours

ourselves

you

you

your

yours

yourself

he

him

his

his

himself

she

her

her

hers

herself

it

it

its

its

itself

they

them

their

theirs

themselves

      การใช้ Personal Pronouns ที่ทำหน้าที่เป็นประธานและเป็นกรรมมีหลักดังนี้
Personal Pronoun ที่ตามหลังคำกริยาหรือตามหลังบุพบท ( preposition ) ต้องใช้ในรูปกรรม เช่น

Please tell him what you want.   โปรดบอกเขาถึงสิ่งที่คุณต้องการ  ( ตามหลังดำกริยา tell )

Mr. Wilson talked with him about the project.

คุณวิลสัน พูดกับเขาเกี่ยวกับโครงการ ( ตามหลังบุพบท with )

หมายเหตุ        ถ้ากริยาเป็น verb to be สรรพนามที่ตามหลังจะใช้เป็นประธานหรือเป็นกรรม ให้พิจารณาดูว่า สรรพนามใน ประโยคนั้นอยู่ในรูปผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ

 2. Possessive Pronouns ( สรรพนามเจ้าของ )  คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่คำต่อไปนี้

      mine,ours, yours, his, hers,its,theirs

The smallest gift is mine. ของขวัญชิ้นที่เล็กที่สุดเป็นของฉัน

This is yours. อันนี้ของคุณ

His is on the kitchen counter. ของเขาอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว

Theirs will be delivered tomorrow. ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้

Ours is the green one on the table . ของพวกเราคืออันสีเขียวที่อยู่บนโต๊ะ

possessive pronouns มึความหมายเหมือน    possessive adjectives แต่หลักการใช้ต่างกัน

This is my book.

นี่คือหนังสือของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย book )

This book is mine.

หนังสือนี้เป็นของฉัน (  mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun  ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement)  ของคำกริยา is )

 3. Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) คือสรรพนามที่แสดงตนเอง แสดงการเน้น ย้ำให้เห็นชัดเจน มักเรียกว่า -self form of pronoun  ได้แก่

    myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself  มีหลักการใช้ดังนี้

     ใช้เพื่อเน้นประธานให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำการนั้นๆ ให้วางไว้หลังประธานนั้น  ถ้าต้องการเน้นกรรม (object ) ให้วางหลังกรรม เช่น

She herself doesn’t think  she’ll get the job.
The film itself wasn’t very good but I like the music.
I spoke to Mr.Wilson himself.

วางหลังคำกริยา เมื่อกริยาของประโยคเป็นกริยาที่ทำต่อตัวประธานเอง

They blamed themselves for the accident.
พวกเขาตำหนิตนเองในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ( ตามหลังกริยา blamed )

You are not yourself today.
วันนี้คุณไม่เป็นตัวของคุณเอง ( ตามหลังกริยา are )

I don’t want you to pay for me. I’ll pay for myself.
ฉันไม่อยากให้คุณเป็นคนจ่ายเงินให้ ฉันจะจ่ายของฉันเอง

Julia had a great holiday. She enjoyed herself very much.
จูเลียมีวันหยุดที่ดี เธอสนุกมาก

George cut himself while he was shaving this morning.
จอร์จทำมีดบาดตัวเองขณะทีโกนหนวดเมื่อเช้านี้

   หมายเหตุ  ปกติ จะใช้  wash/shave/dress โดยไม่มี myself By myself หมายถึงคนเดียว มีความหมายเหมือน  on my own  เช่นเดียวกับคำต่อไปนี้

on ( my/your/his/ her/ its/our/their ) own     มีความหมายเหมือนกับ
by ( myself/yourself ( singular) /himself/ herself/ itself/ ourselves/ yourselves(plural)/ themselves )

  เช่น
I like living on my own/by myself. ฉันชอบใช้ชีวิตอยู่คนเ้ดียว

Did you go on holiday on your own/by yourself? เธอไปเที่ยววันหยุดคนเดียวหรือเปล่า

Learner drivers are not  allowed to drive on their own/ by themselves.
ผู้ที่เรียนขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถด้วยตัวเองคนเดียว

Jack was sitting on his own/by himself in a corner of the cafe.
แจ๊คนั่งอยู่คนเดียวทีีมุมห้องในคาเฟ

4. Definite Pronouns หรือ Demonstrative Pronouns  คือสรรพนามที่บ่งชี้ชัดเจนว่าใช้แทนสิ่งใด เช่น

 this, that, these, those, one, ones, such, the same, the former, the latter

That is incredible!    นั่นเหลือเชื่อจริงๆ  (อ้างถึงสิ่งที่เห็น)

I will never forget this.   ฉันจะไม่ลืมเรื่องนี้เลย (อ้างถึงประสบการณ์เมื่อเร็วๆนี้)

Such is my belief.  นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อ (อ้างถึงสิ่งที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ )

Grace and Jane ar good girls. The former is more beautiful than the latter.
เกรซและเจนเป็นเด็กดีทั้งคู่ แต่คนแรก (เกรซ)จะสวยกว่าคนหลัง (เจน)

        5.Indefinite Pronouns ( สรรพนามไม่เจาะจง ) หมายถึงสรรพนามที่ใช้แทนนามได้ทั่วไป มิได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าแทนคนนั้น คนนี้ เช่น

everyone

everybody

everything

some

each

someone

somebody

all

any

many

anyone

anybody

anything

either

neither

no one

nobody

nothing

none

one

more

most

enough

few

fewer

little

several

more

much

less

Everybody loves somebody. คนทุกคนย่อมมีความรักกับใครสักคน

Is there anyone here by the name of Smith? มีใครที่นีชื่อสมิธบ้าง

One should always look both ways before crossing the street.
ใครก็ตามควรจะมองทั้งสองด้านก่อนข้ามถนน

Nobody will believe him. จะไม่มีใครเชื่อเขา

Little is expected. มีการคาดหวังไว้น้อยมาก

We, you, they ซึ่งปกติเป็น personal pronoun จะนำมาใช้เป็น indefinite pronoun เมื่อไม่เจาะจง  โดยมากใช้ในคำบรรยาย คำปราศัย เช่น

We should prepare ourselves to deal with any emergency.
เรา ( โดยทั่วไป) ควรจะเตรียมพร้อมไว้เสมอสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน)

You sometimes don’t know what to say in such a situation.
บางครั้งพวกคุณก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น.

   6. Interrogative Pronouns ( สรรพนามคำถาม )  เป็นสรรพนามที่แทนนามสำหรับคำถาม ได้แก่  Who, Whom, What, Which  และ Whoever, Whomever,Whatever,Whichever   เช่น

Who want to see the dentist first?
ใครอยากจะเข้าไปหาหมอฟันเป็นคนแรก? ( who ในที่นี้เป็นประธาน )

Whom do you think we should invite?
เธอคิดว่าเราควรจะัเชิญใคร? (  whom ในที่นี้เป็นกรรม – object )

To whom do to wish to speak ?
เธออยากจะพูดกับใคร? (  whom ในที่นี้เป็นกรรม – object )

What did she say?
เธอพูดว่าอะไรนะ? (  what เป็นกรรมของกริยา say )

Which is your cat ?
แมวของเธอตัวไหน? ( which เป็นประธาน )

Which of these languages do you speak fluently?
ภาษาไหนในบรรดาภาษาเหล่านี้ที่คุณพูดได้คล่อง? ( which เป็นกรรมของ speak )

หมายเหตุ   which และ  what  สามารถใช้เป็น  interrogative adjective
และ who, whom , which  สามารถใช้เป็น relative pronoun  ได้

          7. Relative Pronouns ( สรรพนามเชื่อมความ ) คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวมาแล้วในประโยคข้างหน้า   และพร้อมกันนั้นก็ทำหน้าที่เชื่อมประโยคทั้งสอง ให้เป็นประโยคเดียวกัน   เช่นคำต่อไปนี้  who, whom, which whose ,what, that , และ indefinite relative pronouns เช่น whoever, whomever,whichever, whatever

Children who (that) play with fire are in great danger of harm.

The book that she wrote was the best-seller

He’s the man whose car was stolen last week.

She will tell you what you need to know.

The coach will select whomever he pleases.

Whoever cross this line will win the race.

You may eat whatever you  like at this restaurant.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s